ความเป็นมา

      (1)  เนื่องจากพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน  พุทธศักราช 2475 และพระราชบัญญัติ
ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508  ที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบันมีปัญหาเกี่ยวกับฐานภาษี อัตราภาษี และการจัดเก็บภาษี กระทรวงการคลังจึงเห็นสมควรให้มีการแก้ไขปัญหาของกฎหมายดังกล่าว  ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี  2537  โดยรัฐบาลในขณะนั้น (สมัยรัฐบาลชวน 1)ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการให้ยุบรวมภาษีโรงเรือนและที่ดินและ
ภาษีบำรุงท้องที่เข้าด้วยกันเป็นภาษีเดียวเรียกว่า “ภาษีบำรุงท้องที่” โดยให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลัก
ในการยกร่างและนำเสนอ
      (2)  เรื่องดังกล่าวได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปี  2541 (สมัยรัฐบาลชวน 2) กระทรวงการคลัง
ได้นำเสนอ “ร่างพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่  พ.ศ. ….” ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติในหลักการเมื่อวันที่  24  กุมภาพันธ์  2541 แล้วส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา
      (3)  คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) ได้พิจารณา  โดยเสนอให้ปรับปรุงใช้ชื่อกฎหมายใหม่เป็น
“ พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  พ.ศ. .... ”  และได้มีการนำเสนอคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2541
ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการตรวจพิจารณา
ร่างกฎหมายดังกล่าวอีกครั้ง  โดยมีข้อสังเกตในหลายประเด็นที่สำคัญ ๆ ได้แก่ โครงสร้างภาษี  การบรรเทาภาระภาษี  และการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้มีรายได้น้อย
      (4)  กระทรวงการคลังได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาทบทวนข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรี
และได้แจ้งความเห็นไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 3) ได้พิจารณา
ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่  1 กรกฎาคม  2546 
      (5)  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ส่งร่างพระราชบัญญัติฯ ที่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาแล้วมาให้กระทรวงการคลังแจ้งยืนยันความเห็นในร่างพระราชบัญญัติฯ  ซึ่งกระทรวงการคลังได้แจ้งประเด็นที่ขอแก้ไขใน
ร่างพระราชบัญญัติฯ   เมื่อวันที่  29  กรกฎาคม  2547  
      (6)  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  ความเห็นของกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ
      (7)  คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี  คณะที่ 1.2  ได้มีมติเมื่อวันที่
30 พฤศจิกายน 2547 มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  พ.ศ. ....  ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและกระทรวงมหาดไทยในประเด็นความเห็นที่ไม่สอดคล้องกันให้ได้ข้อยุติ 
      (8)  กระทรวงการคลังได้ประชุมหาข้อยุติเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2547  และวันที่ 19 มกราคม 2548  และได้ปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติฯ  แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม  2548  ซึ่งคณะกรรมการกลั่นกรองฯ  มีมติเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์  2549  ให้กระทรวงการคลังรับไปพิจารณาในประเด็นเกี่ยวกับภาษีทรัพย์สินของต่างประเทศ  การหักค่าเสื่อมราคา  และความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการเก็บภาษีนี้       (9)  กระทรวงการคลังได้ประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทบทวนร่างพระราชบัญญัติฯ
ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นรวม 4 ครั้ง  แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเมื่อวันที่20 พฤษภาคม 2551  พร้อมผลการศึกษา
ตามข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ และผลการพิจารณาข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการการคลัง  การธนาคารและสถาบันการเงินและการรวบรวมผลการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
      (10)  ร่างพระราชบัญญัติที่ได้ปรับปรุงดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม  2551  และต่อมาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องดังกล่าวคืนมาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน  2551โดยแจ้งว่ารองนายกรัฐมนตรี (นายโอฬาร  ไชยประวัติ) มีคำสั่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายในเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง  โดยได้ส่งความเห็นของกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับการยกเว้นภาษีให้แก่เกษตรกรซึ่งใช้ที่ดินของตนเพื่อการเกษตรไม่เกินมูลค่าที่กำหนด
      (11)  กระทรวงการคลังได้ประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2552  เพื่อทบทวนร่างพระราชบัญญัติฯ  ในประเด็นอัตราภาษีสำหรับที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน และการยกเว้นภาษีให้แก่เกษตรกรที่ใช้ที่ดินของตนเพื่อการเกษตรไม่เกินจำนวนที่กำหนดแล้ว
        ปัญหาของภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องปัจจุบัน  เนื่องจากกฎหมายภาษีโรงเรือน
และที่ดินและกฎหมายภาษีบำรุงท้องที่ที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบันมีปัญหาเกี่ยวกับฐานภาษี  อัตราภาษี และการปฏิบัติจัดเก็บภาษี  กล่าวคือ
        ภาษีโรงเรือนและที่ดิน  จัดเก็บจากฐานค่าเช่าต่อปีแทนที่จะจัดเก็บจากมูลค่าทรัพย์สินทำให้เกิดปัญหาการประเมินค่าเช่าต่อปีเมื่อทรัพย์สินนั้นไม่มีค่าเช่าเพราะเจ้าของใช้ดำเนินกิจการเอง  อัตราภาษีจัดเก็บร้อยละ 12.5  เป็นอัตราภาษีที่สูงเกินไป  มีการยกเว้นสำหรับโรงเรือนอยู่อาศัยเอง  โรงเรือนปิดว่าง  แม้ว่าอัตราภาษีจะสูงแต่ฐานภาษีแคบ  ทำให้เก็บภาษีได้น้อย
        ภาษีบำรุงท้องที่  จัดเก็บจากฐานราคาปานกลางของที่ดินปี 2521 ถึงปี 2524 ซึ่งฐานราคา
ไม่เป็นปัจจุบัน และอัตราภาษีถดถอย กล่าวคือ  ราคาปานกลางต่ำกว่าไร่ละ 30,000 บาท  อัตราภาษีเฉลี่ยส่วนใหญ่ร้อยละ 0.50  ส่วนราคาปานกลางของที่ดินเกินไร่ละ 30,000 บาท อัตราภาษีร้อยละ 0.25  นอกจากนี้ยังมีการลดหย่อนที่ดินที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยเอง 50 ตารางวาถึง 5 ไร่  ทำให้บ้านอยู่อาศัยส่วนใหญ่ไม่ต้องเสียภาษี  เป็นผลให้ท้องถิ่น
มีรายได้จากภาษีนี้น้อยมาก